กำหนดราคาสินค้าอย่างไรให้ได้กำไร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกอบการทุกท่าน! เชื่อว่าหลายคนคงกำลังปวดหัวกับคำถามโลกแตกที่ว่า “จะตั้งราคาสินค้ายังไงดีนะ ให้ขายได้ แถมยังได้กำไร?” ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีครับ เพราะการตั้งราคาสินค้าให้เหมาะสมเนี่ย ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเลยก็ว่าได้ ราคานี่แหละที่จะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของธุรกิจเราเลยว่าจะรุ่งหรือจะร่วง!

วันนี้ผมเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การกำหนดราคาสินค้า ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกับทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ รับรองว่าอ่านจบแล้ว จะต้องร้อง “อ๋อ!” อย่างแน่นอน

ทำไมการกำหนดราคาสินค้าถึงสำคัญ?

ก่อนอื่นเลย เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมการตั้งราคาสินค้าถึงสำคัญนักหนา? ก็เพราะว่าราคามันมีอิทธิพลต่อหลายๆ อย่างในธุรกิจของเรายังไงล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็น…

  • ยอดขายและกำไร: แน่นอนล่ะครับว่า ราคาที่สูงเกินไป อาจทำให้ลูกค้าหนีหาย แต่ถ้าต่ำเกินไป ก็กินแกลบยาวๆ
  • ภาพลักษณ์ของแบรนด์: ราคาสินค้าสามารถบ่งบอกถึงคุณภาพและความหรูหราของแบรนด์ได้ ลองนึกถึงสินค้าแบรนด์เนมสิครับ ทำไมถึงแพง? ก็เพราะภาพลักษณ์ของแบรนด์เค้าไง
  • การแข่งขันในตลาด: การตั้งราคาให้เหมาะสม จะช่วยให้เราแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เห็นไหมล่ะครับว่า การกำหนดราคาสินค้าเนี่ย สำคัญกว่าที่คิด!

ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการกำหนดราคา

เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เราต้องนำมาพิจารณาในการตั้งราคาสินค้า บอกเลยว่าเยอะมาก! แต่ผมจะสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ดังนี้

  • ต้นทุนการผลิต: อันนี้พื้นฐานเลยครับ เราต้องรู้ก่อนว่า ต้นทุนในการผลิตสินค้าแต่ละชิ้นของเราอยู่ที่เท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง ฯลฯ
  • กลุ่มเป้าหมาย: สินค้าของเรา เจาะกลุ่มลูกค้าแบบไหน? ไลฟ์สไตล์เป็นยังไง? กำลังซื้อเท่าไหร่? สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการตั้งราคา
  • คู่แข่ง: อย่าลืมสำรวจตลาดนะครับว่า คู่แข่งของเราเค้าขายกันอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ สินค้าของเรามีจุดเด่นอะไรที่แตกต่างจากคู่แข่งบ้าง?
  • คุณค่าของสินค้า: สินค้าของเรามอบคุณค่าอะไรให้กับลูกค้า? แก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง? ยิ่งมอบคุณค่ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตั้งราคาสูงได้มากขึ้นเท่านั้น
  • กลยุทธ์ทางการตลาด: เราต้องการวางตำแหน่งสินค้าของเราไว้ตรงไหนในตลาด? อยากให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียม หรือสินค้าราคาประหยัด?

กลยุทธ์การกำหนดราคาสินค้า

รู้จักปัจจัยต่างๆ กันไปแล้ว ทีนี้มาถึงเรื่องสำคัญที่หลายคนรอคอย นั่นก็คือ “กลยุทธ์การกำหนดราคาสินค้า” นั่นเองครับ มีหลายวิธีมาก! ผมจะยกตัวอย่างกลยุทธ์ที่นิยมใช้กันบ่อยๆ มาให้ดูกันนะครับ

1. Cost-Plus Pricing: วิธีนี้ง่ายๆ เลยครับ ก็คือการนำต้นทุนการผลิตมาบวกกับกำไรที่เราต้องการ เช่น ต้นทุน 50 บาท ต้องการกำไร 20 บาท ก็ตั้งราคาขายที่ 70 บาท เป็นวิธีที่เข้าใจง่าย แต่ก็มีข้อเสียคือ อาจทำให้ตั้งราคาสูงเกินไป ถ้าต้นทุนสูง

2. Value-Based Pricing: วิธีนี้จะเน้นที่ “คุณค่า” ของสินค้าเป็นหลัก ยิ่งสินค้ามอบคุณค่ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตั้งราคาสูงได้มากขึ้นเท่านั้น เช่น สมาร์ทโฟนที่เน้นนวัตกรรมล้ำสมัย ก็สามารถตั้งราคาสูงกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปได้

3. Competitive Pricing: วิธีนี้เหมาะสำหรับตลาดที่มีการแข่งขันสูง เราจะตั้งราคาโดยอ้างอิงจากราคาของคู่แข่ง อาจจะเท่ากัน ต่ำกว่า หรือสูงกว่าเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของเรา

4. Penetration Pricing: วิธีนี้จะตั้งราคาต่ำๆ ไว้ก่อน เพื่อเจาะตลาด ดึงดูดลูกค้าให้มาลองใช้สินค้าของเรา แล้วค่อยๆ ปรับราคาขึ้นทีหลัง

5. Skimming Pricing: ตรงข้ามกับ Penetration Pricing ครับ วิธีนี้จะตั้งราคาสูงๆ ไว้ก่อน สำหรับสินค้าใหม่ที่เป็นที่ต้องการของตลาด แล้วค่อยๆ ลดราคาลงมาเมื่อมีคู่แข่งเข้ามาในตลาดมากขึ้น

6. Premium Pricing: วิธีนี้จะตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่ง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความหรูหรา พรีเมียม ให้กับสินค้า เหมาะสำหรับสินค้าแบรนด์เนม หรือสินค้าที่มีคุณภาพสูงจริงๆ

7. Psychological Pricing: วิธีนี้จะใช้หลักจิตวิทยาเข้ามาช่วย เช่น การตั้งราคา 99 บาท แทนที่จะเป็น 100 บาท ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าราคาถูกกว่า

8. Bundling: การนำสินค้าหลายๆ อย่างมาขายรวมกันเป็นแพ็คเกจ แล้วตั้งราคาที่ถูกลงกว่าซื้อแยกชิ้น เช่น ชุดแชมพู ครีมนวด ที่ขายเป็นเซ็ต

9. Dynamic Pricing: การปรับราคาขึ้นลงตามปัจจัยต่างๆ เช่น ช่วงเวลา ฤดูกาล ความต้องการของตลาด วิธีนี้มักใช้กับตั๋วเครื่องบิน ห้องพักโรงแรม

10. Subscription Pricing: การคิดค่าบริการแบบรายเดือน หรือรายปี เช่น Netflix, Spotify

เคล็ดลับเพิ่มเติมในการกำหนดราคาสินค้า

  • อย่าลืมคำนวณต้นทุนแฝง: นอกจากต้นทุนการผลิตแล้ว อย่าลืมคิดถึงต้นทุนแฝงอื่นๆ ด้วยนะครับ เช่น ค่าเช่าที่ ค่าโฆษณา ค่าพนักงาน
  • ทดสอบราคา: ลองตั้งราคาขายหลายๆ แบบ แล้วดูว่าราคาไหนขายดีที่สุด ได้กำไรมากที่สุด
  • อย่ากลัวที่จะปรับราคา: ราคาสินค้าไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว เราสามารถปรับขึ้นลงได้ตามสถานการณ์
  • สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า: ยิ่งสินค้าของเรามีมูลค่าเพิ่มมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตั้งราคาสูงได้มากขึ้นเท่านั้น เช่น การมีบริการหลังการขายที่ดี การรับประกันสินค้า
  • ใช้เครื่องมือช่วยในการตั้งราคา: ปัจจุบันมีเครื่องมือต่างๆ มากมายที่ช่วยในการวิเคราะห์ราคา และคำนวณต้นทุน ลองศึกษาและนำมาใช้ดูนะครับ

บทสรุป

การกำหนดราคาสินค้าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการตั้งราคา เลือกใช้กลยุทธ์ให้เหมาะสมกับธุรกิจของเรา และหมั่นทดสอบ ปรับปรุง อยู่เสมอ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ผู้ประกอบการทุกท่านนะครับ ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ และกำหนดราคาสินค้าได้อย่างมืออาชีพ!

Hot this week

อย่าพูดกับลูกค้าทุกคนเหมือนกัน: เขาอยู่คนละจังหวะการตัดสินใจ

SME ออนไลน์จำนวนมาก “ขยันโพสต์” มาก แต่ยอดไม่สม่ำเสมอ ขายได้บ้าง เงียบบ้างไม่ใช่เพราะคอนเทนต์ไม่ดี แต่เพราะเรากำลังทำสิ่งที่พังเงียบ ๆ อยู่คือ…พูดกับลูกค้าทุกคนเหมือนกัน ทั้งที่เขาอยู่คนละจังหวะการตัดสินใจคนเพิ่งเห็นเรา...

รีวิวที่ขายแทนเราได้ ต้องตอบ 4 คำถามนี้ (ไม่งั้นก็แค่คำชม)

SME ออนไลน์หลายเจ้ามีรีวิวเยอะ แต่ยอดขายไม่ได้โตตามไม่ใช่เพราะรีวิวไม่จริง แต่เพราะรีวิวส่วนใหญ่เป็นแบบนี้:“ดีมากค่ะ” “ชอบมาก” “แนะนำเลย” “บริการดี ส่งไว”มันไม่ได้ผิดนะ แต่มัน ช่วยปิดการขายได้น้อย เพราะคนอ่านยังตอบตัวเองไม่ได้ว่า…มันเหมาะกับเคสเราหรือเปล่า ซื้อแล้วจะได้ผลลัพธ์อะไร ต้องใช้ยังไง/นานแค่ไหน ถ้าเสี่ยง… เสี่ยงแค่ไหน รีวิวที่ขายแทนเราได้จริง ไม่ต้องยาว ไม่ต้องเว่อร์ แต่ต้องตอบ “4...

ลูกค้าทักแล้วหาย? เอา VOC มาทำ Offer แล้วปิดง่ายขึ้น

“มีของไหม?” “ราคาเท่าไหร่?” “ส่งกี่วัน?” “เหมาะกับมือใหม่ไหม?” แล้ว… เงียบSME ออนไลน์เจอเหตุการณ์นี้ทุกวัน และหลายคนสรุปเร็วเกินไปว่า “ลูกค้าไม่จริงจัง” หรือ “ขอถามเฉย ๆ”แต่ความจริงส่วนใหญ่คือ ลูกค้ายังไม่มั่นใจ ยังมี “แรงต้าน” บางอย่างในหัว และเราไม่ได้แก้แรงต้านนั้นให้จบทางแก้ที่แม่นที่สุดไม่ใช่คิดคำขายใหม่ทุกวัน แต่คือใช้...

อยากให้ลูกค้าซื้อซ้ำ? เริ่มจากทำให้ทุกจุด “พูดภาษาเดียวกัน”

SME ออนไลน์จำนวนมากพลาดเรื่องหนึ่งแบบไม่รู้ตัว คือ “ลูกค้าเจอแบรนด์แล้วรู้สึกคนละเรื่องคนละโทน” ในแต่ละช่องทางโพสต์ดูพรีเมียม แต่พอทักแชตเหมือนตอบแบบรีบ ๆ พอเข้าเว็บเจอข้อความคนละชุด พอได้รับของ แพ็กเกจดูไม่ได้ตั้งใจ พอมีปัญหา การดูแลไม่เหมือนที่สื่อไว้ลูกค้าไม่ด่า ไม่คอมเมนต์ ไม่ดราม่า เขาแค่...

ก่อนจะทำคอนเทนต์ตามคนอื่น อ่านอันนี้ก่อน (จะได้ไม่ติดสงครามราคา)

มี “กับดัก” ที่ SME ออนไลน์ติดกันเยอะมาก คือเห็นคู่แข่งทำอะไร แล้วรีบทำตามทันทีคู่แข่งทำคลิปแนวนี้ → เราทำ คู่แข่งใช้คำแบบนี้ →...

Topics

อย่าพูดกับลูกค้าทุกคนเหมือนกัน: เขาอยู่คนละจังหวะการตัดสินใจ

SME ออนไลน์จำนวนมาก “ขยันโพสต์” มาก แต่ยอดไม่สม่ำเสมอ ขายได้บ้าง เงียบบ้างไม่ใช่เพราะคอนเทนต์ไม่ดี แต่เพราะเรากำลังทำสิ่งที่พังเงียบ ๆ อยู่คือ…พูดกับลูกค้าทุกคนเหมือนกัน ทั้งที่เขาอยู่คนละจังหวะการตัดสินใจคนเพิ่งเห็นเรา...

รีวิวที่ขายแทนเราได้ ต้องตอบ 4 คำถามนี้ (ไม่งั้นก็แค่คำชม)

SME ออนไลน์หลายเจ้ามีรีวิวเยอะ แต่ยอดขายไม่ได้โตตามไม่ใช่เพราะรีวิวไม่จริง แต่เพราะรีวิวส่วนใหญ่เป็นแบบนี้:“ดีมากค่ะ” “ชอบมาก” “แนะนำเลย” “บริการดี ส่งไว”มันไม่ได้ผิดนะ แต่มัน ช่วยปิดการขายได้น้อย เพราะคนอ่านยังตอบตัวเองไม่ได้ว่า…มันเหมาะกับเคสเราหรือเปล่า ซื้อแล้วจะได้ผลลัพธ์อะไร ต้องใช้ยังไง/นานแค่ไหน ถ้าเสี่ยง… เสี่ยงแค่ไหน รีวิวที่ขายแทนเราได้จริง ไม่ต้องยาว ไม่ต้องเว่อร์ แต่ต้องตอบ “4...

ลูกค้าทักแล้วหาย? เอา VOC มาทำ Offer แล้วปิดง่ายขึ้น

“มีของไหม?” “ราคาเท่าไหร่?” “ส่งกี่วัน?” “เหมาะกับมือใหม่ไหม?” แล้ว… เงียบSME ออนไลน์เจอเหตุการณ์นี้ทุกวัน และหลายคนสรุปเร็วเกินไปว่า “ลูกค้าไม่จริงจัง” หรือ “ขอถามเฉย ๆ”แต่ความจริงส่วนใหญ่คือ ลูกค้ายังไม่มั่นใจ ยังมี “แรงต้าน” บางอย่างในหัว และเราไม่ได้แก้แรงต้านนั้นให้จบทางแก้ที่แม่นที่สุดไม่ใช่คิดคำขายใหม่ทุกวัน แต่คือใช้...

อยากให้ลูกค้าซื้อซ้ำ? เริ่มจากทำให้ทุกจุด “พูดภาษาเดียวกัน”

SME ออนไลน์จำนวนมากพลาดเรื่องหนึ่งแบบไม่รู้ตัว คือ “ลูกค้าเจอแบรนด์แล้วรู้สึกคนละเรื่องคนละโทน” ในแต่ละช่องทางโพสต์ดูพรีเมียม แต่พอทักแชตเหมือนตอบแบบรีบ ๆ พอเข้าเว็บเจอข้อความคนละชุด พอได้รับของ แพ็กเกจดูไม่ได้ตั้งใจ พอมีปัญหา การดูแลไม่เหมือนที่สื่อไว้ลูกค้าไม่ด่า ไม่คอมเมนต์ ไม่ดราม่า เขาแค่...

ก่อนจะทำคอนเทนต์ตามคนอื่น อ่านอันนี้ก่อน (จะได้ไม่ติดสงครามราคา)

มี “กับดัก” ที่ SME ออนไลน์ติดกันเยอะมาก คือเห็นคู่แข่งทำอะไร แล้วรีบทำตามทันทีคู่แข่งทำคลิปแนวนี้ → เราทำ คู่แข่งใช้คำแบบนี้ →...

Customer Journey 5 Stages สรุปเข้าใจง่าย พร้อมวิธีวางแผนการตลาด

Customer Journey 5 ขั้นคือแผนที่เส้นทางลูกค้า ตั้งแต่เริ่มเห็นแบรนด์จนกลายเป็นคนบอกต่อ บทความนี้พาไล่ทีละสเต็ป ว่าลูกค้าคิดอะไร ทำอะไร และแบรนด์ควรออกแบบประสบการณ์แบบไหน เพื่อให้ทั้งยอดขายและความภักดีเติบโตไปพร้อมกัน

4P vs 7P สรุปจบใน 1 ตอน

บทความนี้พาไล่ตั้งแต่ 4P ดั้งเดิมไปจนถึง 7P สำหรับธุรกิจบริการ อธิบายความต่าง จุดใช้ และยกตัวอย่างให้เห็นภาพ พร้อม Framework ง่าย ๆ ที่เอาไปเช็กธุรกิจของตัวเองได้ทันที

หมกมุ่นยอดฟอล ≠ หมกมุ่นยอดโอน

ปัญหาของเจ้าของธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่ คือเอาแต่ดีใจกับตัวเลขบนหน้าจอ แต่ไม่เคยมองยอดโอนในบัญชีแบบจริงจังฝั่งหมกมุ่นยอดฟอล– วัดแต่ยอดฟอล ไม่เคยมองว่าวันนี้ปิดกี่บิล – แจกของฟรี ไลฟ์แจก แถมไม่อั้น เอายอดตาม แต่คนตามเพราะของฟรี ไม่ได้ตามเพราะอยากซื้อ – ทำคอนเทนต์เอาไวรัล...
spot_img

Related Articles

Popular Categories

spot_imgspot_img